สะพานลอย

posted on 17 Jun 2007 14:09 by pkwriter

เรื่องสั้น "สะพานลอย"

ผมชอบสะพานลอย มันสูง และลมบนนั้นมันเย็น ผมชอบมองดูดวงไฟหลากสีข้างล่าง มันเป็นแถวเรียงกันยาว แล้วมันจะพากันวิ่งตามกันไปทีละนิดๆ ผมไม่รู้หรอกว่า มันลอยมาจากไหน และกำลังจะไปไหน ถามแม่ แม่ก็ไม่รู้

เมื่อก่อนแม่จะเป็นคนพาผมมาดูดวงไฟที่นี่ แม่บอกว่า "มันเป็นดาวบนดิน" ยามที่ผมงอแงไม่อยากมากับแม่ แม่จะบอกว่า "จะพาไปดูดาว" แล้วมือแข็งๆ แห้งๆ ของแม่ ก็จะจูงมือผมกับพี่ชายคนละข้าง พี่ชายของผมจะวิ่งจู๊ดขึ้นบันได แม่จะเดินช้าๆ รอผม จะเอาอะไรกับเด็กอายุเกือบ ๕ ขวบอย่างผมล่ะ ผมยังขึ้นบันไดไม่เก่งนี่ และที่บ้านเราก็ไม่มีบันไดด้วย แต่สักวันผมจะวิ่งจู๊ดขึ้นสะพายลอยแบบไอ้ดำมันบ้าง (ไอ้ดำ ก็พี่ชายผมไงล่ะ)

ผมชอบสะพานลอย แต่ผมไม่ชอบคนเยอะ คนเดินผ่านไปผ่านมา มันมีมากมายจนผมตาลาย มีผู้ชายผู้หญิง คนแก่ เด็ก พวกเขาเป็นใคร ผมไม่รู้จัก แต่แม่บอกว่า มีคนใจดี อยู่ในนั้น และบางคนนอกจากจะใจดีแล้วยังใจบุญอีกด้วยผมได้แต่นึกในใจ คนใจดีของแม่เป็นผู้หญิงหรือผู้ชายนะ...? แม่บอกว่า คนเยอะๆ นั่นแหละดี ไม่รู้เหมือนกันว่าดีตรงไหน แต่แม่ว่าดี มันก็คงดี เพราะอย่างนี้ผมจึงไม่งอแง และผมก็ต้องทำตามที่แม่ (รวมทั้งไอ้ดำ) บอก ซึ่งผมก็ทำบ้างไม่ทำบ้าง

ไม่รู้เหมือนกันว่า ทำไมต้องจ้ำจี้จ้ำไชให้ผมทำอะไรที่ผมไม่อยากทำกันจัง

"มันเมื่อยๆ" ผมบอกไอ้ดำ พี่ชายวัย ๗ ขวบของผมไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง

"เมื่อยก็ต้องทำ" มันบอก มันชอบบังคับผมอยู่เรื่อยเลย อย่างวันนี้ก็เหมือนกัน

มันมากับผมสองคน แม่ไม่มาด้วย แม่ไม่สบาย ผมงอแงจะไม่ยอมมา แต่ไอ้ดำมันก็ทำให้ผมยอมมาจนได้ มันบอกว่า วันนี้ดาวจะเยอะกว่าทุกวัน มันจะค่อยๆ ลอยขี้นลอยลง และวิ่งคามกันไปอย่างช้าๆ นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมเดินตามมันมาโดยดี มันเป็นยังไงนะ ผมอยากเห็นเร็วๆ จัง

หากผมมากับแม่ ผมไม่จำเป็นต้องทำตามแม่หรือไอ้ดำ ก็ไม่มีใครว่าผม แต่วันนี้ไอ้ดำมันเขกหัวผม บังคับให้ผมต้องทำตามมัน อย่างนี้ทุกที ถ้าแม่ไม่มาด้วย ถ้าแม่ไม่มาด้วย

ดวงไฟข้างล่างทอดยาวเรียงกันยาวเหยียด มันยาวแค่ไหนนะ แล้วทำไมมันมากมายอย่างนี้ ไอ้ดำบอกว่าดึกๆ ลูกไปจะหายไปทะละดวงสองดวง เหลือดวงไฟไม่กี่ดวง แล้วพวกมันจะลอยไปเร็วมาก จนมองแทบไม่ทัน บางครั้งมันเร็วมากจนมองดูเหมือนกับว่ามันมีหาง

แต่ผมไม่เคยดูดวงไฟที่วิ่งเร็วๆ เพราะลมเย็นๆ บนสะพานลอยทำให้ผมหลับก่อนที่จะเห็นดวงไฟวิ่งเร็วๆ อิจฉาไอ้ดำมันจัง!

"มึงน่ะ ขี้เซา" ไอ้ดำว่าผมอย่างนี้

"ก็กูง่วง" ผมเถียง

"มึงน่ะ ขี้เกียจ" มันว่าอีก

"ก็กูเมื่อย" ผมเถียง

ผมนั่งหันหลังพิงสะพานลอย หันหน้าเข้าหาผู้คนที่เดินผ่านไปมาตามที่ไอ้ดำมันบอก นี่ถ้าแม่มาด้วย ผมจะนั่งหันหลังให้คนเดิน ซุกหน้าเล็กๆ ของผมที่ซี่ลูกกรงสะพานลอย ดูดวงไฟข้างล่าง แต่วันนี้ผมจำต้องทำตามที่ไอ้ดำมันบอก นอกจากมันจะบังคับให้ผมนั่งหันหลังให้ดวงไฟข้างล่าง มันยังให้ผมยกสองมือประกบกันไว้ที่อกอย่างที่มันกับแม่ทำกันทุกวัน...ผมไม่อยากทำเลยมันเมื่อย...

แต่เมื่อมันบอกให้ทำ ผมก็ทำตามไปอย่างเสียไม่ได้ เพราะมันเป็นพี่ และถ้าไม่ทำตาม เดี๋ยวมันก็เขกหัวผมอีก มือผมประกบกันอยู่ระดับอก หันหน้าเข้าหาผู้คนได้ไม่นาน ผมก็หันหน้าเข้าหาราวสะพานตามเดิม แต่มือยังอยู่ในท่าเดิม ตามองดูดวงไฟไม่สนใจคนเดิน และก็ไม่สนใจไอ้ดำมันด้วย แต่หูผมก็ได้ยินเสียงไอ้ดำมันพูดว่า "ของคุณก๊าบ ขอบคุณก๊าบ" พร้อมกับผงกหัวขึ้นลงทุกครั้งที่มีเหรียญหล่นกระทบกระป๋องตรงหน้ามันกับผม

ผมชำเลืองดู เห็นกระป๋องมันมีเหรียญกลมๆ อยู่หลายเหรียญ ในขณะที่กระป๋องของผมว่างเปล่า...

ช่างมัน...ผมจะดูดวงไฟ

หมายเหตุ : ตีพิมพ์จุดประกายวรรณกรรม ๙ ธันวาคม ๒๕๔๓

เรื่องสั้น "สูญ"

posted on 15 Jun 2007 18:46 by pkwriter

สูญ

ชั่วชีวิตของผม ผมไม่เคยเจ็บปวดเคียดแค้นอะไรมากเท่านี้ พวกมันทำราวกับผมไม่มีชีวิตจิตใจ ทำราวผมไม่มีความรู้สึก ผมรู้สึกว่าความเคียดแค้นมันจุกแน่นอยู่ในอกจนหายใจแทบไม่ออก

ไม่ได้...ผมต้องควบคุมสติ ผมต้องรีบกลับไป กลับไปหาลูกเมียของผม ป่านนี้เธอจะเป็นอย่างไรบ้าง แล้วลูกของเราล่ะ ลูกคนเดียวของเรา ยิ่งคิดผมยิ่งเร่งความเร็วขึ้น ลางสังหรณ์บางอย่างบอกผมว่า ผมอาจจะ...อาจจะ...

ไม่ ผมต้องไม่ฟุ้งซ่าน เธอกับลูกต้องปลอดภัย

กี่วันนะที่พวกมันขังผมไว้ ผมจำไม่ได้ จำได้แต่ว่า พอผมรู้สึกตัวขึ้น ผมก็ปวดเมื่อยไปทั้งตัว ผมจำไม่ได้จริงๆ ว่า ผมถูกพวกมันจับมาได้อย่างไร ผมจำไม่ได้ รู้แต่ว่า ตอนนั้นผมกำลังจะออกมาหาอะไรอร่อยๆ ไปฝากเธอกับลูก แล้วโชคร้ายก็เกิดขึ้นกับผม มันเป็นฝันร้าย ฝันร้ายที่ชั่วชีวิตผมไม่อาจลืมมันได้

นับว่าเป็นโชคดีของผมที่ผมสามารถหนีรอดเงื้อมมือของพวกมันมาได้ หากคุณอยากรู้ ผมจะเล่าให้ฟังทีหลัง แต่ตอนนี้ ผมไม่มีเวลา ผมรีบ...ผมต้องรีบกลับไปหาลูกเมียของผม ...ผมต้องกลับบ้าน

เธอกับลูก...หัวใจผมเต็มตื้นขึ้นมาอย่างประหลาด คิดถึงเธอ คิดถึงลูก ลูกคนแรกของเรา เธอบอกผมเสมอว่า ลูกหน้าเหมือนผม คงเหมือนกับที่ผมหน้าเหมือนพ่อ พ่อตายก่อนที่ผมจะแข็งแรงพอที่จะพบพ่อ พ่อของผมตาย ตายด้วยน้ำมือของพวกมันเช่นกัน หลังจากพ่อตาย แม่ก็ไม่มีใครมาแทนที่พ่อ เรามีกันสองคนแม่ลูก

แม่ผลตายไปนานแล้ว อาจเป็นเพราะตรอมใจก็เป็นได้ แม่รักพ่อมาก ผมรู้ ผมยิ่งเข้าใจความรู้สึกของแม่อย่างแจ่มชัดก็ตอนที่ผมมีเธอ เธอสวยน่ารัก และนิสัยดี ลูกของผมต้องหล่อเหมือนผม และแน่นอนลูกต้องน่ารักและนิสัยดีเหมือนเธอ คิดมาถึงตอนนี้ผมก็อดยิ้มคนเดียวไม่ได้ ตอนนี้นอกจากจะคิดถึงเธอกับลูกแล้ว ผมยังคิดถึงแม่...

แม่เล่าให้ผมฟังว่า พวกมันยิงพ่อต่อหน้าต่อตาแม่ หากไม่มีผม แม่คงตายตามพ่อไปนานแล้ว ตอนนั้นแม้แม่จะเสียขวัญกับการตายของพ่อ แต่แม่ก็ต้องซมซานกลับบ้าน เพราะผมรอแม่อยู่ แม่อยู่เพื่อผม...

"พ่อตายตรงนี้" แม่มาที่นี่เสมอ และทุกครั้งผมจะมากับแม่

"พวกมันฆ่าพ่อของลูก" แม่เริ่มร้องไห้

"แม่รักลูกนะ..." แม่หันมามองผมนิ่งนาน "แต่สักวันแม่จะตามพ่อไป" แม่มักพูดประโยคนี้เสมอ และในที่สุดแม่ก็ตามพ่อไปจริงๆ แม่ตรอมใจตาย และแม่ก็มาตายตรงที่พ่อตาย ป่านนี้แม่กับพ่อคงอยู่ด้วยกันบนสวรรค์ คงไม่มีอะไรมาพรากแม่กับพ่อให้จากกันได้อีก

แม่รักพ่อมาก คงเหมือนกับที่ผมรักเธอรักลูก

สายลมเย็นๆ ปะทะผิวหน้าของผม มันไม่ได้ช่วยให้ความร้อนรุ่มในใจผมบรรเทาลงเลย ยิ่งใกล้บ้าน ผมยิ่งใจหาย ผมสังหรณ์ใจ... ไม่...ไม่

ผมกลั้นลมหายใจเมื่อร่อนตัวลงเกาะหน้าประตูบ้าน ประตูบ้านที่ปิดสนิท ลมหายใจของผมสัมผัสกลิ่นอะไรบางอย่าง... บางอย่างที่ทำให้หัวใจผมหวิว ผมมาถึงบ้านแล้ว บ้านของผม เธอกับลูก ผมส่งเสียงเรียกเธอ ไม่มีเสียงขานรับ ผมรู้สึกว่าขอบตาร้อนผะผ่าวขึ้นมา มือสั่นขาสั่น กระนั้นผมยังแข็งใจพยุงกายไปจนถึงประตูบ้าน บ้านของเรา เธอกับลูก...

ประตูบ้านปิดสนิท เงียบ ไม่มีเสียงเธอขานรับเหมือนทุกครั้งที่ผมกลับมา ไม่มีแม้กระทั่งเสียงเคลื่อนไหวของเธอ ผมเรียกเธออีกครั้ง...ครั้งสุดท้ายเมื่อไม่มีเสียงตอบรับ ผมตัดสินใจใช้พละกำลังที่เหลืออยู่พังประตูเข้าไป

ชั่วชีวิตของผม ผมไม่เคยเจ็บปวดเคียดแค้นอะไรมากเท่านี้ พวกมันทำราวกับผมไม่มีชีวิตจิตใจ ทำราวกับผมไม่มีความรู้สึก เมียของผม ลูกของผม เธอกับลูก...เธอกับลูก หยาดน้ำตาพร่าพรายเอ่อขึ้นมาท่วมท้นดวงตา ท่วมท้นดวงใจ .. ชีวิตผมไม่มีเหลืออะไรอีกแล้ว ปีกอันใหญ่แข็งแรงของผมถูกเหยียดออกเต็มที่ก่อนจะถลาขึ้นสู่เบื้องบนอย่างรวดเร็ว

ชั่วชีวิตของผม ผมไม่เคยคิดเลยว่า เราจะถูกสิ่งมีชีวิตที่เรียกตัวเองว่ามนุษย์ทำลายล้างครั้งแล้วครั้งเล่า พ่อของผม แม่ของผม กระทั่ง....กระทั่งเธอกับลูก

เสียงร้องของผมก้องสะท้อนทั่วผืนป่า ราวกับว่าสะท้อนความรู้สึกของผมให้ทุกสรรพชีวิตได้ยิน ผมอยากให้พวกมันได้ยินกันนักเชียว และถ้าหากพวกมันผ่านมาทางนี้ ผมอยากจะถามพวกมันว่า

พวกผมผิดนักหรือที่เกิดมาเป็นนกเงือกหายากชนิดหนึ่งของไทย ผมกับเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ผิดด้วยหรือ ?

หมายเหตุ : ตีพิมพ์ จุดประกายวรรณกรรม นสพ.กรุงเทพธุรกิจวันเสาร์ ๒๕๔๓

เรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจจากพี่วิชัย เด็กรักนกบ้านท่ามะไฟหวาน นั่งระบายสีเข็มกล็ดนกเงือก พี่เขาเลยเล่าเรื่องนกเงือกให้ฟัง ผลลัพธ์ที่ได้จากการนั่งอยู่กับพี่เขาคือได้เข็มกลัดนกเงือก ๑ ชิ้น และเรื่องสั้นอีก ๑ ชิ้น


edit @ 2007/06/16 14:51:14

ลูกนก

posted on 14 Jun 2007 13:58 by pkwriter

เรื่องสั้น ฉ.๒๕๑๓

 

"ลูกนก"

 

แพงคำ จันทร์จารุ

ฉันเลื่อนหน้าต่างกระจกให้กว้างที่สุด รูปม่านออกจากกัน เปิดทางให้อากาศเข้ามาในห้องมากที่สุด ลมยามบ่ายโชยเข้ามาในห้อง ชายผ้าม่านทั้งสองข้างไหวตัวตาลมลม ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ อาการปวดตาและมึนๆ ค่อยคลายลง

ฉันทรุดตัวลงนั่งบนเตียงเกยคางไว้บนท่อนแขนที่วางพาดขอบหน้าต่าง รู้สึกเซ็งจนไม่อยากทำอะไร เปิดคอมพิวเตอร์ ทิ้งไว้ กะจะทำงานสักหน่อย แต่สมองมันก็ไม่แล่นจนต้องผละออกมาพักสายตา นึกถึงงานก็ชักหนักใจ อีกไม่กี่วันก็ถึงกำหนดส่งงานที่รับมาทำแล้ว แต่ทุกชิ้นยังไม่ออกมาเป็นรูปเป็นร่างเลยสักชิ้นเดียว

ก็จะให้งานมันเป็นรูปเป็นร่างได้อย่างไรเล่า ในเมื่อทุกครั้งที่ลงมือทำงาน ใจฉันมันก็ไม่ได้อยู่ที่งาน ฉันพยายามแล้ว พยายามที่จะไม่คิดถึงเรื่องอื่นนอกจากงาน งานและงาน แต่จนแล้วจนรอด อารมณ์ก็ยังฟุ้งซ่านความคิดก็พลอยกระจัดกระจายไปด้วย

นึกถึงหน้าลูกค้าแล้วก็หนักใจ เมื่อฉันเอางานไปให้ดู

ทำไมแอดงวดนี้สีมันออกโทนนี้ล่ะ พี่เมย์ฝ่ายโฆษณาของนิตยสารชื่อดังแห่งหนึ่งที่ให้ ฉันทำหน้าโฆษณาให้ขมวดคิ้วเมื่อฉันเอางานไปเสนอ

สีมันหม่นๆ ไม่สะดุดตา... และอีกหลายอย่างตามมา สรุปภาพรวมก็คือ งานของฉันแย่ลง วันนั้นฉันเลยได้หอบงานกลับมาแก้

ฉันถอนหายใจยาว หันกลับไปมองจอคอมพิวเตอร์ที่เปิดทิ้งไว้ ทำไงดี ทำไงดี ฉันพร่ำกับตัวเอง นี่ฉันจะทำยังไงให้ใจมีสมาธิอยู่ที่งานนะ

เสียงกังวานใสที่ฉันคุ้นเคยดังขึ้นข้างๆ หน้าต่างฉันกลับไปมองออกไปข้างนอก นั่นไงเจ้าของเสียงเกาะกิ่งราชพฤกษ์ข้างหน้าต่าง เจ้านกกางเขนบ้าน เกาะกิ่งไม้เอียงคอส่งเสียงอยู่ตัวเดียว ฉันเกยคางไว้บนท่อนแขน เฝ้ามองดูมันนิ่งๆ สักครู่ใหญ่ๆ นกกางเขนอีกตัวบินมาเกาะกิ่งไม้ กิ่งใกล้ๆ กัน มันคงเป็นคู่นกหนุ่มสาว ฉันเห็นมันบ่อยมาก บางวันก็เห็นตัวเดียวบางวันก็มาเป็นคู่มันชอบมาจับกิ่งราชพฤกษ์ส่งเสียงให้ฉันฟังเป็นประจำ เมื่อก่อนฉันไม่รู้ว่าเจ้านกตัวนี้มันคือนกกางเขนบ้าน

อะไรกัน ไม่รู้จักนกกางเขนบ้านหรือ เนี่ยนกกางเขนบ้าน เป็นนกพื้นๆ นะ ที่ไหนก็มีเฟื่องไม่รู้จักเหรอ ใครคนหนึ่งทำหน้าแปลกใจสุดขีด ที่ฉันไม่รู้จักนกกางเขนบ้าน ในวันที่ฉันชี้ให้ดูนกข้างหน้าต่าง

ไม่รู้จัก! ฉันชักโมโหนิดๆ ที่ได้เห็นเขาทำหน้าอย่างนั้น มันไม่เห็นแปลกเลย หน้าชักเริ่มงอ ชะรอยคนข้างๆ ที่ยืนอยู่ข้างหน้าต่างคงรู้ ก็เลยเอื้อมมือมาขยี้ผมฉัน

เอ้า ไม่รู้จักก็ไม่รู้จัก นี่เจ้านกกางเขนบ้าน ดวงตาอบอุ่นฉายแววขำๆ

เสียงมันเพราะมากเลยนะพี่ดล มันมาร้องเพลงให้เฟื่องฟังทุกเช้าทุกเย็น เฟื่องเรียกมันว่านกนักร้อง

โชคดีจัง ทำไงพี่ถึงจะได้ฟังนกร้องทุกวันอย่างนี้บ้างนะ เขาผละจากหน้าต่างมานั่งข้างๆ ฉัน

ก็มาดูก็ได้นี่คะ ใครเขาห้ามล่ะ

แต่พี่อยากฟังประเภทว่า ตื่นขึ้นมาก็ได้ยินเสียง... ดวงตาคนพูดชักเจ้าเล่ห์ และฉันหันไปเห็นพอดี

เฟื่องว่าเฟื่องทำงานดีกว่า ฉันขยับลุกขึ้นเมื่อเขาทำท่าจะขยับเข้ามาใกล้ รีบไปนั่งหน้าเครื่องคอม เสียงหัวเราะตามหลังมา ฉันหันไปดู เห็นเขาเอนหลังลงนอน สีหน้าครึ้มอกครึ้มใจที่แกล้งฉันได้สำเร็จ ฉันเลยค้อนให้วงหนึ่ง

ฉันถอนหายใจยาว เมื่อนึกถึงดวงหน้าอารมณ์ดี ดวงตาที่ดูเหมือนจะยิ้มอยู่เนืองนิจ น้ำเสียงเจือความอ่อนโยนทุกครั้งที่พูดกับฉัน เมื่อนึกมาถึงตรงนี้ขอบตาก็ชักร้อนๆ ขึ้นมา เจ้าของดวงตาที่เจือยิ้มหายไปนานร่วมเดือน ตั้งแต่วันนั้นเขาก็ไม่ได้ติดต่อมาอีกเลย ไม่มารับไปกินข้าว ไปดูหนัง ไม่มีแม้กระทั่งเสียงโทรศัพท์จากเขา ฉันไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วใครเป็นคนผิด อาจเป็นฉันก็ได้ แต่เขาก็น่าจะใส่ใจฉันบ้าง ในฐานะที่ฉันเป็นคนรักของเขา แต่นี่เขาเงียบหายไปเลย เงียบไปจนดูเหมือนว่า ฉันไม่ใช่สิ่งสำคัญกับชีวิตเขาแล้ว

เรื่องมันผ่านมาเป็นเดือนแล้ว และเขาก็ไม่เคยโทร.มา ฉันเคยคิดจะโทร.ไปหาเขา มันก็ยังไงๆ อยู่ ยกหูกดเบอร์แล้วก็วาง ไม่รู้จะเริ่มต้นพูดกับเขาว่ายังไง

ฉันซบหน้ากับขอบหน้าต่าง แล้วก็ต้องเงยหน้าขึ้นเมื่อมีเสียงเรียกจากข้างล่าง

พี่เฟื่อง นกมันฟักไข่แล้วนะ ได้ลูกนกสองตัว เสียงเด็กชายวัยรุ่นที่อยู่บ้านเช่าช้างอพาร์ตเม้นต์ของฉันร้องขึ้นมาบอก ฉันชะโงกหน้าลงไปคุยกับเขา

เหรอ ฉันพลอยตื่นเต้น รังมันอยู่ไหนนะ

เนี่ย... เด็กชายชี้มือ ไปที่ดงกล้วย ทำรังที่ต้นฝรั่งในดงกล้วยนี่ พี่ลงมาดูสิ แต่มันยังเล็กมากนะ

เอาไว้มันโตกว่านี้หน่อย พี่จะไปดู ไปดูตอนนี้เดี๋ยวแม่มันไม่ยอมมาป้อนเหยื่อลูกมัน

มันป้อนหนอนให้ลูกมันด้วย พี่ไม่ลงมาวาดรูปลูกนกเหรอ เขาถาม เพราะเห็นฉันยืนวาดรูปที่ระเบียงห้องเป็นประจำ

เอาไว้ให้มันโตก่อนก็แล้วกัน ฉันบอก ว่าแต่รังมันสูงไหม

สูงแค่เนี้ย เด็กชายยกมือสูงกว่าระดับศีรษะนิดหนึ่ง

เอาไว้มันโตกว่านี้ก่อน พี่จะไปดู เดี๋ยวจะกวนมันเปล่าๆ

เพื่อนต่างวัยของฉันวิ่งหายไปจากสายตาฉัน เขาคงไปเล่นบอลกับเพื่อนเหมือนเคย

เจ้ากางเขนบ้านสองตัวนั้นบินจากไปตั้งแต่ฉันคุยกับเด็กชายคนนั้น รอยยิ้มยังติดอยู่ที่ริมฝีปาก ยินดีไปกับข่าวใหม่ แรกๆ ที่ฉันมาเช่าอพาร์ตเม้นต์ห้องนี้ฉันตื่นเต้นมากที่เปิดประตูออกไปยืนที่ระเบียงแล้วเจอความเขียวขจีของสวนข้างๆ ระเบียง มันเป็นที่ที่ทิ้งร้าง ต้นไม้ก็เลยขึ้นหนาแน่น และที่นี่เองที่ฉันได้รู้จัก นกกางเขนบ้าน นกตีทอง นกเอี้ยงหงอน นกปรอดหน้านวล และนกสวนอีกมากมายนับชนิดไม่ถ้วน แรกๆ ฉันก็ไม่รู้จักนกเหล่านี้นักหรอก ก็ได้ชายหนุ่มของฉันนี่แหละที่เป็นคนบอกว่า

เจ้าเล็กๆ ตัวดำหลังแดงนั่นนกสีชมพูสวนตัวผู้...โน่น ที่เพิ่งบินไป นกปรอดหน้านวล ดวงตาเขาดูรื่นรมย์

และนั่น นกกางเขนบ้าน ฉันต่อให้

แน่ใจ คนพูดทำเสียงสูง หันมามองฉันขำๆ

แน่ใจสิ ก็วันก่อนพี่ดลบอกเฟื่องเองนี่ ว่านั่นนกกางแขน นี่ไงปีกดำ มีแถบขาวที่หางด้วย ฉันยืนยัน

ดูชัดๆ สิ ว่าใช่นกกางเขนบ้านหรือเปล่า

ใช่

สอบตกแล้ว นั่นนกอีแพรดต่างหาก เฟื่องดูดีๆ สิ รูปร่างมันใกล้เคียงกัน สีก็เหมือนกัน แต่มันต่างกัน นั่นไง... เขาชี้มือไปที่เจ้านกปีกดำที่กระโดดจากกิ่งนั้นไปกิ่งนี้ แถบหางมันแผ่ออกมองดูคล้ายๆ นกยูงเวลารำแพนหาง

นกกางเขนที่ไหน รำแพนหางได้

ฉันก็ค่อยๆ เรียนรู้เรื่องนกจากเขา จนทุกวันนี้ ฉันจำได้แล้วว่า นกแต่ละตัวคือนกอะไร

คิดมาถึงตรงนี้ รอยยิ้มฉันก็จางลง ถ้าเขาไม่เงียบไปจากฉัน เขาคงตื่นเต้นดีใจกับข่าวใหม่นี้แน่ๆ เลย เพราะเขาเป็นคนรักนก และก็รู้จักนกมากกว่าฉันอีก

เดินมาที่โต๊ะวางโทรศัพท์โดยไม่รู้ตัว เอื้อมมือไปยกหูโทรศัพท์ขึ้น แล้วก็ชะงัก ฉันจะโทร.ไปหาใคร? โทร.ไปหาเขาเหรอ? จะโทร.ไปทำไม จะคุยเรื่องอะไร ฉันถือหูโทรศัพท์ค้าง ก่อนจะวางลงตามเดิม ถอยมานั่งที่หน้าคอมพิวเตอร์ เขาไม่โทร.มาฉันก็จะไม่โทร.ไป เขาเงียบไปได้ฉันก็เงียบได้เหมือนกัน ทำไมต้องโทร.สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะลงมือทำงาน ทำได้ไม่เท่าไหร่ก็ต้องผุดลุกขึ้น รู้สึกอึดอัดจนอยากร้องกรี๊ดออกมา ทำไมเขาไม่โทร.มานะ เดินงุ่มง่านอยู่พักใหญ่ ฉันก็ตัดสินใจว่าจะโทร. จะโทร.ไปที่ไหนดี ตอนนี้เขาคงยังไม่กลับเข้าห้อง มันยังไม่เลิกงานนี่นาโทร.เข้ามือถือดีไหม ไม่ดีหรอกเกิดกดไปแล้วเปลี่ยนใจไม่อยากคุยด้วย เขาก็จะรู้เหมือนเดิมว่าเบอร์ที่โทร.เข้าเป็นเบอร์ของฉัน เอาไว้ตอนเขาเลิกงาน โทร.ไปที่ห้องดีกว่า เผื่อได้ยินเสียงเขาแล้วไม่มีอะไรจะพูดจาได้วางสายเลย

เมื่อตัดสินใจได้แล้ว ฉันก็เลยนั่งเล่นเกมฆ่าเวลา เพราะทำงานก็ไม่มีกะจิตกะใจทำ

สองทุ่มแล้ว...

ฉันเดินกล้าๆ กลัวๆ ไปที่โทรศัพท์ ยกหูขึ้น กดหมายเลขได้สองสามตัวก็รีบวาง เออ...แล้วฉันจะคุยอะไรกับเขาล่ะ ถ้าเขาถามว่าโทร.มาทำไม ฉันจะบอกเขาว่าไงดี ถ้าเขายังมึนตึงอยู่ฉันจะยิ่งไม่เสียใจมากไปกว่านี้เหรอ

เอาละเป็นไงเป็นกัน

ฉันกดหมายเลขลงไป รู้สึกเหมือนหัวใจเต้นแรงเมื่อสัญญาณเรียกสายดังขึ้น ไม่มีคนรับสัญญาณตัดไปเฉยๆ เอาน่าลองอีก เขาอาจจะเข้าห้องน้ำอยู่ก็ได้

เมื่อฉันกดหมายเลขครั้งที่สองฉันรู้สึกว่ามือที่กำหูโทรศัพท์นั้นชื้นเหงื่อ สัญญาณเรียกดังห้าครั้งแล้ว และฉันกำลังจะวางสาย ปลายสายก็รับ

สวัสดีครับ น้ำเสียงนี้ใช่ไหมที่ฉันต้องการ

เอ่อ... ฉันอึกอัก เพราะคิดว่าจะวางแล้ว ไม่คิดว่าจะมีคนรับ

สวัสดีครับ เขาพูดอีก

เอ่อ... ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ

เอ่อ...ลูกนก อะไรก็ไม่รู้ทำให้ฉันหลุดออกไปว่า ลูกนก

อะไรนะครับ

ลูก ลูกนกฟักเป็นตัวแล้วนะคะพี่ดล

เฟื่องเหรอจ๊ะ ดูน้ำเสียงเขาเบาๆ เบาจนฉันไม่แน่ใจว่า มีกระแสเสียงแห่งความยินดีในน้ำเสียงหรือไม่

ค่ะ เฟื่อง เฟื่อง... ฉันรู้สึกว่าในสมองมันว่างเปล่า ฉันว่าได้แค่นั้นก็เงียบ เพราะนึกไม่ออกว่าจะเริ่มพูดเรื่องอะไร

เอ่อ ลูกนกฟักเป็นตัวแล้วนะคะ ฉันพูดเร็วปรื๋อ เพิ่งฟักวันสองวันนี้เอง

เหรอ เสียงปลายสายยินดี ตื่นเต้น ลูกนกกี่ตัวจ๊ะ

สองค่ะ ฉันหายใจคล่องขึ้น พ่อแม่นกกำลังป้อนข้าวลูกมันอยู่ แต่ขนมันยังไม่ขึ้นเลยนะคะ น้องที่อยู่ข้างบ้านเล่าให้ฟัง เมื่อลมหายใจคล่องขึ้น น้ำเสียงก็พลอยคล่องตามไปด้วย

ข่าวดีๆ เขาว่า เล่าให้พี่ฟังหน่อย พี่ก็รออยู่เหมือนกันว่า เมื่อไหร่มันจะออกเป็นตัว...

ฉันยิ้มกับตัวเอง และฉันคิดว่าเขาก็ต้องยิ้มเช่นกัน รู้สึกว่าหัวใจมันแช่มชื่นอย่างประหลาดสิ้นสุดกันที ความรู้สึกไม่เข้าท่าทั้งหลายที่รู้สึกมาร่วมเดือน

แล้วเราก็คุยเรื่องลูกนกกันยืดยาว ปานประหนึ่งว่าไม่มีเรื่องติดค้างในใจต่อกัน

ป.ล. สกุลไทย 2545