เสียงของหัวใจ

posted on 25 Dec 2009 15:47 by pkwriter

ปีนี้กำลังจะผ่านไป

ทุกอย่างดำเนินไปอย่างช้าๆ

หัวใจฉันยังเต้น

ฉันยังใช้ความเงียบฟังเสียงหัวใจตนเอง

หนึ่งปีที่กำลังจะล่วงผ่าน

ฉันดีใจ

ที่ฉันใช้มัน

ฟังเสียงหัวใจตัวเอง

และ...

ฟังเสียงหัวใจคนอื่น

 

เพลงฝนค่ำคืน

posted on 21 Aug 2009 21:04 by pkwriter

เพลงฝนค่ำคืน

สายลมกราดเกรี้ยว

หัวใจอ้างว้าง

 

 

เม็ดฝนกระทบหลังคา

เกลียดนักค่ำคืน

เดียวดาย

 

ฝนสะบัดเม็ด

บางความรัก

ขาดสะบั้น

 

เพลงฝนค่ำคืน

ร่ำไห้กับความตาย

ของหัวใจ

หลังการแข่งขัน

posted on 21 Jun 2007 13:57 by pkwriter

ดูเหมือนเสียงวิพากษ์วิจารณ์หลังการแข่งขันจะไม่เซ็งแซ่เหมือนก่อนที่การแข่งขันจะเริ่มขึ้น

ผมถูกทิ้งให้อยู่คนเดียว...

เพราะแก่ตัวลงหรือเปล่า ที่ทำให้ครั้งนี้ผมรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว มันเหมือนจะเป็นไข้ ตาข้างซ้ายคงบวมช้ำ มันเจ็บจนผมรู้สึกว่าขอบตามันเต้นตุบๆ ผมแก่ลง หรือว่าคู่ต่อสู้ผมเก่งเกินไป จึงทำให้ผมเจ็บไปทั้งตัว แต่ไม่มีใครเลยสักคนที่จะมาดูว่าผมเป็นยังไงบ้างหลังการต่อสู้เสร็จสิ้น

มันเป็นกฎเกณฑ์ที่ผู้ชนะต้องเป็นฝ่ายได้ทุกสิ่งทุกอย่าง เกียรติยศ ชื่อเสียง ความสนใจรวมไปถึงความเป็นอยู่ที่ดี ใช่...มันเป็นกฎเกณฑ์

ผมยิ้มเยาะๆ ผู้ชนะคือผู้ทื่ได้ทุกอย่างงั้นหรือ?

ผมขยับตัวลงนอน ปวดระบมไปหมด จนเผลอครางออกมาเบาๆ ไม่มีใครมาดูแลผมเลย แม้กระทั่งพ่อบุญมาคนที่เฝ้าฟูมฟักทะนุถนอมกล่อมเลี้ยงผมมา แกก็พลอยหายหน้าหายตาไปด้วย หลังผลการแข่งขันออกมาว่า ใครเป็นฝ่ายชนะ

แต่ก็ดีเหมือนกัน ผมเองก็อยากอยู่คนเดียวเงียบๆ ไม่อยากได้ยินเสียงพูดคุยของคนพวกนั้น ผมเจ็บปวดมากพอแล้ว

ตั้งแต่ผมถูกตัดสินให้เดินบนเส้นทางการต่อสู้ น้อยครั้งมากที่ผมจะพบกับคำว่าพ่ายแพ้ จะกี่สังเวียนหรือจะกับคู่ต่อสู้ที่เก่งกาจมาจากไหน ผมก็เป็นฝ่ายชนะเสมอ นั่นเป็นสิ่งที่พ่อภูมิใจในตัวผมมาก แกเรียกผมว่า ไอ้ลูกรัก ใช่...ผมเป็นลูกรักของแก เงินจำนวนไม่น้อยที่ผมหามาให้แก ยิ่งทำให้ความรักความใส่ใจที่มีต่อผมมากขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ ที่แกเป็นอยู่อย่างสุขสบายอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะผม...

น้อยครั้งเหลือเกินที่ผมจะแพ้ นานๆ ครั้ง นานจนผมจำไม่ได้ว่า บนถนนสายนี้ผมแพ้กี่ครั้ง หากเอ่ยชื่อของผมให้คู่ต่อสู้ได้ยิน รับรองเลยฝ่ายนั้นต้องเตรียมใจไว้เพื่อพ่ายแพ้เสมอ แต่การขึ้นสังเวียนครั้งนี้ มันต่างจากทุกครั้ง

ผมแพ้...และการพ่ายแพ้ครั้งนี้มันก็ต่างจากทุกครั้งตรงที่ไม่มีพ่อคอยปลอบโยน ไม่มีใครมาดูแลแผลที่ช้ำระบม ไม่มีใครมาใส่ใจ แถมยังพูดให้ผมได้ยินอีกว่า

"สงสัยคงถึงเวลาของมันแล้วล่ะลุงเอ๋ย..."

"ข้าก็ว่าอย่างนั้นแหละ หนุ่มๆ มันฟอร์มดี ของเรามันแก่แล้ว คงสู้หนุ่มๆ ไม่ได้"

ผมคงแก่ลงไปจริงๆ นั่นแหละ กำลังวังชา และความว่องไวถึงถดถอยลง แต่ผมก็ทำดีที่สุดแล้ว อาจจะเป็นเพราะผมแก่ตัวลงและอีกสาเหตุคงเป็นเพราะการีผ่านเวทีการต่อสู้มานับครั้งไม่ถ้วน จริงอยู่ เกือบทุกครั้งผมเป็นฝ่ายชนะแต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า ผมจะไม่เจ็บตัว ตาข้างซ้ายพร่ามัว มองไม่ค่อยเห็น นิ้วเท้าข้างขวาก็เจ็บ ความบอบช้ำของร่างกายมันสะสมมาเป็นปีๆ ผลพวงจากการเป็นนักสู้ของผม มันทิ้งร่องรอยไว้เสมอ

ผมหลับตาเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาใกล้ ถึงผมไม่ลืมตาขึ้นมองผมก็พอจะรู้ว่า หนึ่งในสองคือพ่อผมเอง

"หมดแรงเลยลูกกู" เสียงพ่อผมว่า ขณะนั่งยองๆ ลงข้างๆ ผม ถึงผมไม่เห็นหน้าแก ก็พอจะรู้ว่าสีหน้าตอนนี้ของพ่อคงเต็มไปด้วยริ้วรอยผิดหวัง

"มันหมดแรง แต่เราสิหมดตัว โธ่...ไอ้บุญมี มึงไม่น่าเลย หมดตูดเลยกู" เสียงคนหนุ่มซึ่งผมจำได้ว่าเป็นเสียงทิดปรุง เพื่อนต่างวัยของพ่อ

"มึงอย่าบ่นนักได้มั้ย มึงบ่นจนหูกูชาไปหมดแล้ว มึงหมดคนเดียวซะเมื่อไหร่ กูเองก็หมดตูดเหมือนกันโว้ย"

"ลุงจะขายมันจริงๆ เหรอ"

"เออ...มันคงแข่งอีกไม่ได้หรอก ดูสภาพของมันสิ"

"ใครเขาจะเอาล่ะลุง เอาไปตีกับใครเขาก็ไม่ได้ จะกินจะแกงก็คงลำบาก หนังเหนียวออกปานนั้น"

"เออ...ถ้าใครเขาไม่เอา กูเอาไว้เองก็ได้วะ แต่แม่ง...เจ็บใจฉิบ ไม่น่าแพ้เลย"

"ช่างมันเถอะลุง เรามีตัวใหม่ๆ เก่งๆ อีกหลายตัว ฝึกอีกหน่อย ก็คงมาแทนไอ้นี่ได้..."

"เออ"

ผมลืมตาขึ้นเมื่อเสียงฝีเท้าห่างออกไป จากสายตาอันพร่ามัวผมเห็นร่างของพวกเขาลางเลือน ผมมองพวกเขาผ่านดวงตาอันว่างเปล่า ดวงตาที่ว่างเปล่าแต่ดวงใจเจ็บร้าวเหลือเกิน ขยับตัวพร้อมเสียงครางเบาๆ เจ็บร้าวไปทั้งกายและใจ ซุกหัวลงกับปีกอันอ่อนล้า ไม่อยากคิดถึงวันข้างหน้าเลย

แต่ช่างเถอะ ชีวิตจะเป็นอย่างไรต่อก็ช่างมันเถอะ เพราะยังไงๆ ผมมันก็แค่ ไก่ชนแก่ๆ ขี้แพ้ตัวหนึ่ง...

ปล. จุดประกายวรรณกรรม มกราคม ๒๕๔๔